ส่องแนวทางมาเลเซีย รับมือวิกฤต Data Center ทุทุบสายส่ง ด้วยนโยบาย CRESS | SKE Solar

ขีดจำกัดของการเติบโต:
วิธีรับมือยุคทอง Data Center สไตล์มาเลเซีย
เมื่อความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงจนสายส่งตึงตัว มาเลเซียจึงต้องใช้โมเดล CRESS
เพื่อปลดล็อกการซื้อขายพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปกป้องเสถียรภาพของโครงข่าย
คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Physical Bottlenecks)
ปัจจุบัน มาเลเซียกลายเป็น "Hotspot" ศูนย์กลางการพัฒนา Data Center แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ออกมาประกาศยอมรับว่า รัฐบาลได้จำกัดการพัฒนา Data Center ที่ไม่ใช่ AI (Non-AI data centers) มาเป็นเวลา 1.5 - 2 ปีแล้ว เนื่องจากความกังวลด้าน ความมั่นคงของการจัดหาพลังงานไฟฟ้าและน้ำ
เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจึงเริ่มใช้หลักการ "ผู้ก่อให้เกิดต้นทุนต้องเป็นผู้จ่าย" (Causer Pays Principle) โดยมีการปฏิรูปอัตราค่าไฟฟ้า สร้างหมวดหมู่ แรงดันไฟฟ้าสูงพิเศษ (Ultra-high Voltage - UHV) สำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่กินไฟดุเดือดเหล่านี้ร่วมรับผิดชอบต้นทุนการขยายสายส่ง
ทางออกด้วยนโยบาย CRESS
ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างมีพันธสัญญาด้านความยั่งยืน (Decarbonisation) มาเลเซียจึงเปิดตัวนโยบาย Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) เพื่ออนุญาตให้องค์กรสามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยตรงผ่านสัญญา PPA ระยะยาว (สูงสุด 21 ปี)
การเติบโตของ CRESS
ณ ต้นปี 2026 มีโครงการภายใต้ CRESS ถูกประกาศออกมาแล้วรวมกว่า 4 GW โดยมีผู้พัฒนารายใหญ่เช่น TNB Renewables, Gentari และ Solarvest เข้าร่วม
การล็อกต้นทุน (Hedging)
คาดว่าค่าไฟฐานของ TNB จะพุ่งจาก 46 เซน/kWh เป็น 50-60 เซน/kWh ใน 10 ปีข้างหน้า CRESS จึงเป็นทางรอดขององค์กรในการล็อกต้นทุนพลังงานหมุนเวียนระยะยาว
ตัวแปรมรณะ: System Access Charge (SAC)
กลไกสำคัญที่ทำให้ CRESS ขับเคลื่อนได้คือการจ่าย "ค่าธรรมเนียมการเข้าถึงระบบ" (System Access Charge - SAC) ซึ่งผู้พัฒนาโครงการโซลาร์จะต้องเป็นผู้จ่ายให้กับรัฐเพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาสายส่ง แต่ปัญหาก็คือ...
- ️
ความไม่แน่นอน (Uncertainty):
คณะกรรมการพลังงานระบุว่าค่า SAC สามารถถูกทบทวนได้ "ทุกๆ 3 ปี" (ปรับขึ้นได้สูงสุด 15% ต่อครั้ง) ทำให้นักลงทุนและธนาคารประเมินความเสี่ยงและจุดคุ้มทุนในสัญญาระยะยาว 21 ปีได้ยากมาก
การคาดการณ์จาก Aurora Energy Research
Aurora เสนอให้ใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์ประเมินค่า SAC แทนที่จะมองเป็นเรื่องของนโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว โดยประเมินว่าค่า SAC ฐานจะอยู่ที่ 200-220 RM/MWh (20-22 เซน/kWh) แต่หากมีการใช้โซล่าเซลล์ในระบบเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่านี้อาจพุ่งทะลุ 25 เซน/kWh ได้ (เพิ่มขึ้น 10-20%)
บทสรุป
เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของมาเลเซียกำลังเติบโตควบคู่กัน การสร้างความโปร่งใสในเรื่องต้นทุนโครงข่าย (SAC) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการเจรจาสัญญา PPA ขีดจำกัดทางกายภาพ (น้ำและไฟฟ้า) อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของ Data Center ได้ แต่ "ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย" ไม่ควรเป็นหนึ่งในข้ออ้างที่ขัดขวางการลงทุน
"The limits to growth: The Malaysian way of navigating the data centre boom... Malaysia's rising power demand, driven by industrial growth and data centers, is exposing grid and capacity constraints, prompting policies like Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS)..."
"เดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน ด้วยการลงทุนที่มั่นคง"
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ต้องการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Private PPA) หรือติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เพื่อผลิตใช้เอง (Self-consumption)
SKE Solar พร้อมเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบระบบ ประเมินความคุ้มค่า และดูแลโครงการของคุณแบบครบวงจร
SKE SOLAR
Authorized Distributor of Sungrow | Premier Solar Engineering Solutions
© 2026 Supsaringkan Engineering Co., Ltd. All Rights Reserved.
Miss Kaewthip


